วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปี53การค้า6หมื่นล้านเหรียญ


นาย พงษ์พันธ์ ธัมนุวัติ 5005106019
นายพินิจ จารุสมบัติ ว่าที่นายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยในงานสัมมนานักธุรกิจไทย-จีนว่า การเจรจาจับคู่ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยกับจีนวันที่ 27-28 ก.ค. 52 จะช่วยสร้างมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศเพิ่มจาก 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 53 เนื่องจากจีนสนใจจะที่ซื้อวัตถุดิบจากไทยป้อนบริษัทแม่ในจีนเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพารารองรับการผลิตยางรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านคัน สูงที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา รวมถึงเครื่องหนัง, เกษตรและอาหารแปรรูป สำหรับการเจรจาทางธุรกิจครั้งนี้คาดว่านักธุรกิจไทยและจีนเซ็นสัญญาร่วมลงทุน 53 กิจการวงเงินลงทุนกว่า 2.1 แสนล้านบาท ในอุตสาห กรรม 16 ประเภท เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์, เคมีภัณฑ์, เกษตรและอาหารแปรรูป,อิเล็กทรอนิกส์, ท่องเที่ยว, โรงแรม, พลังงานทดแทน, อสังหาริมทรัพย์, สิ่งทอ, พลาสติก เป็นต้น “งานเจรจาจับคู่นักธุรกิจไทย-จีนมีผู้ร่วมถึง 800 คน ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาดเพราะยังมีนักธุรกิจไทยอีกหลายรายไม่สามารถเข้าร่วมงานได้เพราะห้องประชุมเล็ก” นายหลิว หยงหาว ประธานและประธานกรรมการบริหารกลุ่มนิวโฮปกรุ๊ป ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศจีน เปิดเผยว่า เตรียมส่งเจ้าหน้าที่สำรวจตลาดและพื้นที่การลงทุนในไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่น่าลงทุน ที่สำคัญปัญหาการเมืองในไทยเริ่มลดความขัดแย้งลงและเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว โดยธุรกิจที่บริษัทสนใจลงทุน เช่น พัฒนาที่ดิน การท่องเที่ยว เกษตร การเงินธนาคาร ประกันภัย ปศุสัตว์ เพราะเป็นความเชี่ยวชาญของบริษัท ทั้งนี้ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีของประเทศเวียดนามได้ติดต่อให้ตนนำนักธุรกิจไปสำรวจการลงทุนในเวียดนามจำนวน 70 ราย และสามารถเจรจาให้ร่วมทุนคู่การลงทุนกับผู้ประกอบการเวียดนามวงเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.
คำถาม
1.ว่าที่นายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย-จีน คือใคร
2.นักธุรกิจไทยและจีนเซ็นสัญญาร่วมลงทุน 53 กิจการวงเงินลงทุนเป็นวงเงินเท่าไหร่
3.สัญญาร่วมลงทุน ในอุตสาหกรรม 16 ประเภท ได้แก่

คาดสัปดาห์หน้า หุ้นไทยผันผวนตามภูมิภาค และข่าวเศรษฐกิจการเงินสำคัญรายวัน


นาย สิทธิคุณ คงสมปรี 5005106019
หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จากเดิม 3.25% เป็น 3.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี แถมประธาน ECB ยังส่งสัญญาณด้วยว่า ECB อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในปีหน้า ขณะที่ตลาดรอการประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ประเดิมคืนนี้ด้วยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย ในวันอังคาร ตามมาด้วยจุดยืนของคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย วันพุธ และจุดยืนโอเปค วันพฤหัสบดีทำให้มีการปรับพอร์ตการลงทุนกระจายตัวออกมาในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ตลอดวันนี้ ดัชนียืนแดนลบถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน หรือฮ่องกง โดยดัชนีโซลคอมโพสิต รูดตัวแรงสุด 1.4% ส่วนดัชนีนิคเคอิ ปรับตัวลดลงน้อยที่สุด เพียง 0.3% สำหรับตลาดหุ้นไทย หลังจากเปิดตลาดที่ระดับ 746 จุด ก็มีแรงขายทำกำไรกระจายตัวออกมาเรื่อย ๆ ในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะในธุรกิจน้ำมัน กลุ่มเหล็ก ที่มีแรงซื้อโถมเข้ามาหนาแน่นเมื่อวาน ตลอดจนกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และหุ้นตัวเล็ก กับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ ที่นักลงทุนแบบเก็งกำไรรายวันนิยมชมชอบ อย่าง บมจ.เอเวอร์แลนด์ (EVER) บมจ.อีเอ็มซี (EMC) บมจ.เนาวรัตน์ พัฒนาการ (NWR) บมจ.นครไทย สตริปมิล (NSM) บมจ.มิลเลนเนียม สตีล (MS) กดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ให้ปรับย่อตัวลงเป็นลำดับ แต่เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายวันนี้ มีบางเบาเพียง 11,492 ล้านบาท ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดทำการส่งท้ายสัปดาห์ ด้วยการปรับตัวลดลง อ่อนตัวลงเพียง 4.60 จุด หรือ 0.62% มายืนที่ระดับ 740.94 จุด สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส บล.กิมเอ็ง บล.พัฒนสิน บล.ทรีนีตี้ และ บล.ซีมิโก้ เชื่อว่า ดัชนีน่าจะปรับฐานในกรอบระหว่าง 730 -750 จุด เพราะไม่มีปัจจัยหนุน ทุกอย่างขึ้นกับข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่จะทยอยประกาศออกมาตั้งแต่คืนนี้ จนถึงสัปดาห์หน้า เริ่มจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และตัวเลขการว่างงานของสหรัฐ เดือนพฤศจิกายน ในคืนนี้ ซึ่งหากตัวเลขออกมาไม่เป็นอย่างผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ ที่จัดทำโดย "รอยเตอร์ โพลล์" ซึ่งระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน จะอยู่ที่ระดับ 110,000 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม ซึ่งตัวเลขการจ้างงาน อยู่ที่ 92,000 ตำแหน่ง ขณะที่ คาดว่าอัตราการว่างงานในเดือนพฤศจิกายน น่าจะปรับเพิ่มขึ้น 0.1% จากตัวเลข 4.4% ในเดือนตุลาคม ก็มีโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะปรับอ่อนค่าลงได้อีก และน่าจะมีผลต่อการปรับพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกตามมาด้วย สำหรับสัปดาห์หน้า จะมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยหลังจากตัวเลขการจ้างงาน การว่างงานของสหรัฐแล้ว จะมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการประชุมกลุ่มโอเปค ต่อเนื่องกันเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงทำให้สัปดาห์หน้า ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ จะยังอิงกับตลาดหุ้นภูมิภาค ซึ่งจะแปรผันตามสถานการณ์ต่าง ๆ ข้างต้น สำหรับกลุยทธการลงทุนนั้น นักวิเคราะห์จากทุกสำนักข้างต้น แนะให้ซื้อเป็นรายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นที่ถูกคำนวณรวมในดัชนี SET100 และหุ้นปันผลงาม เพราะราคาหุ้นที่มีพื้นฐานดีเหล่านี้ หลายตัวมีราคาถูก จนสามารถซื้อเก็บเข้าในพอร์ต และรอการฟื้นตัวของดัชนี ในช่วงต้นปีหน้า
คำถาม
1.ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไหร่
2.อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นคือ
3.เป็นการปรับดอกเบี้ยสูงสุดในรอบกี่ปี